ลองของดีจาก GWM Haval H6 PHEV รถคันนี้มีดีมากกว่าคำว่าประหยัด

ลองของดีจาก GWM Haval H6 PHEV รถคันนี้มีดีมากกว่าคำว่าประหยัด


ทางทีมงาน AUTOSPEED2 ได้มีโอกาสได้ไปทดสอบเจ้า Haval H6 PHEV (Plug in Hybrid) ในสภาพถนนและการใช้งานจริง ที่ต้องบอกว่าตัวรถจะมีการปรับปรุงและพัฒนาในจุดไหนเพิ่มขึ้นมาบ้าง รวมถึงโหมดไฟฟ้าของรถคันนี้ ที่ทุกคนต่างรอคอยว่าจะวิ่งได้เท่าไหร่กันแน่ สำหรับในการใช้งานจริงจะสามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ และมีจุดไหนที่คิดว่ายังต้องปรับให้ดีขึ้นมากกว่านี้ และในการทดสอบครั้งนี้บอกได้เลยว่าทดสอบแบบจริงๆจัง ขับกันแบบยาวๆเกือบ 2000 กว่ากิโลเมตรกันเลยที่เดียว ก่อนอื่นมาทำความรู้จักเจ้า Haval H6 PHEV กันก่อนดีกว่าครับ


Haval H6 PHEV คันนี้นั่นก็คือระบบ Plug in Hybrid ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Haval H6 PHEV SUV ใหม่ โดยรถคันนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนกับ Haval H6 HEV รุ่นปกติทุกประการ แต่ทาง GWM ได้มีการปรับปรุงซอฟแวร์ใหม่ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ขนาด 34 kWh (รุ่น Hybrid มีขนาดแบตเตอรี่อยู่ที่ 1.6 kWh) ส่งผลให้สามารถรีดประสิทธิภาพแรงม้าได้เพิ่มขึ้น จากเดิม 243 แรงม้า (H6 HEV) เพิ่มขึ้นเป็น 326 แรงม้า แต่แรงบิดสูงสุดยังคงเท่าเดิมที่ 530 นิวตัน-เมตรโหมดพลังงาน 2 โหมดหลัก พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด


สำหรับโหมดการเลือกใช้พลังงานของ Haval H6 PHEV จะมีให้เลือกทั้งหมด 2 รูปแบบดังต่อไปนี้ โหมดพลังงานไฟฟ้า – จะใช้เพียงกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และเมื่อเร่งแซงหรือทำความเร็ว ถึงแม้จะเหยียบคันเร่งเต็ม 100% เครื่องยนต์ก็จะไม่ติดขึ้นมาแต่อย่างใด โหมดไฮบริด – จะทำงานผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ซึ่งหากใช้ความเร็วต่ำถึงปานกลาง ตัวรถจะเลือกใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่เมื่อมีการคิกดาวน์เพื่อเร่งแซง เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อช่วยส่งกำลัง ซึ่งการตัดต่อกำลังของทั้งสองระบบนี้ถือว่าทำได้ดี นิ่มนวล เรียบเนียน แทบจะไม่รู้สึกถึงการตัด-ต่อพลังเลย

นอกจากโหมดการเลือกใช้พลังงานแล้ว H6 PHEV ยังมาพร้อมกับโหมดขับขี่ 4 รูปแบบ ดังต่อไปนี้(โหมดมาตรฐาน โหมดประหยัด โหมดสปอร์ต โหมดลุยหิมะ (ลุยฝน)

ภายนอกโดดเด่นไม่เหมือนเดิม ดีไซน์ด้านหน้าแบบใหม่ Star Matrix เพิ่มมิติให้ดูล้ำสมัย ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่สีโครเมียม ไล่ระดับช่องระบายอากาศอย่างมีมิติ เป็นเอกลักษณ์ มิติตัวรถใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน กว้าง 1,886 มม. ยาว 4,683 มม. สูง 1,730 มม. ระยะฐานล้อ 2,738 มม.ไฟหน้า Intelligent LED Headlamp ดีไซน์โดดเด่น ให้ความสว่างแบบ Ultra-High Flow ชัดเจน ให้ความปลอดภัยในทุกเส้นทาง ด้วยระบบอัจฉริยะ อาทิ ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และไฟส่องนำทางหลังดับเครื่องยนต์ (Follow me home)ใหม่ ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี ช่วยให้การเปิดประตูด้านท้ายรถในขณะถือสัมภาระง่ายยิ่งขึ้นไฟท้าย LED Taillight Strip ดีไซน์เป็นแนวยาว พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED สปอยเลอร์ท้าย และเสาอากาศแบบ shark fin ช่วยในเรื่องแอร์โรไดนามิค หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่ 1.2 ตารางเมตร

หัวชาร์จไฟฟ้าแบบ CCS Type 2 combo (Combined Charging System) รองรับการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟกระแสตรง (DC) และการชาร์จแบบไฟบ้าน (AC) ระยะเวลาในการชาร์จ

การชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC (0% – 80%) ประมาณ 35 นาที


ล้ออัลลอยลายสปอร์ต ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/55 R19 (หน้ายางกว้างกว่า H6 โฉมก่อน)
ดีไซน์ภายใน ALL NEW HAVAL H6 PHEV (Plug-in Hybrid) ยังคงการออกแบบภายในสไตล์ Minimalist ที่เน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย และใส่ใจทุกรายละเอียดด้วยคอนโซลหน้าสีทูโทน พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุสี Rose Gold, Silver, Piano Black, Chrome ให้ความโมเดิร์นในสไตล์ Futuristic และการเชื่อมต่อของหน้าจอทั้ง 3 ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและแม่นยำ หน้าจอกลางอัจฉริยะแบบ HD Touch Screen Audio Display ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay, Android Auto, MP3, JOOX และ Navigator บอกตำแหน่ง Point of Interest ทั้งร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน และ ห้างสรรพสินค้า HD Multi Information Display ความละเอียดสูง ขนาด 10.25 นิ้ว และจอ Head Up Display สำหรับแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบระบายอากาศ

เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังปรับด้วยระบบไฟฟ้า
เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับตำแหน่งเบาะผู้โดยสารด้านหน้าจากด้านคนขับ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 Wireless Charger Ambient Light ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้า ดีไซน์หรู พร้อมสีพิเศษแบบ High gloss กุญแจ Smart Key ระบบ Push Start สตาร์ทเครื่องแบบปุ่มกด เบาะนั่งโดยสารด้านหลัง พร้อมที่เท้าแขนกลาง ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และช่องเสียบ USB เบาะหลังพับได้แบบ 60:40
แบตเตอรี่ All New HAVAL H6 PHEV แบตเตอรี่ชนิดลิเธียม Ternary ความจุ 34 kWh มีระยะทางวิ่งสูงสุด 201 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ (อ้างอิงผลการทดสอบระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าตามมาตรฐาน New European Driving Cycle (NEDC Standard)

การชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC (0% – 100%) ประมาณ 6 ชั่วโมง
*ระยะเวลาการชาร์จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และกำลังไฟของสถานีชาร์จนั้น ๆ เป็นต้น
ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า เมื่อระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ทำงาน กล้องจะทำการตรวจสอบความโค้งของถนน และความเร็วจะถูกปรับอัตโนมัติหากจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และเมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA) เป็นระบบควบคุมความเร็ว ที่ช่วยควบคุมรถให้ติดตามรถด้านหน้าหรือขับต่อไปด้วยความเร็วคงที่เพื่อลดภาระของผู้ขับขี่
-ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP) ใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเส้นบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถ และช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตรง แนวจอดเทียบข้าง และแนวเฉียง โดยเมื่อระบุช่องว่างที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะทำการจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง
-ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ในขณะที่ขับรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบจะบันทึกเส้นทางและสามารถถอยหลังกลับได้ในระยะ 50 เมตรโดยอัตโนมัติ ในเส้นทางที่ถูกบันทึกไว้
กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ประกอบไปด้วยกล้องที่มองได้รอบ 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา เพื่อแสดงให้เห็นมุมมองของรถจากมุมบน ระบบทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลัง โดยสามารถดูได้เมื่อขับรถที่ความเร็ว 15 หรือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและตอนสตาร์ทรถ
-ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ช่วยตรวจจับรถยนต์ทั้งทางตรงและทางแยก เมื่อเสี่ยงต่อการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงและการเบรกอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก
-ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) เซนเซอร์ช่วยตรวจสอบจุดอับสายตาด้านหลังของตัวรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของช่องทางเดินรถในขณะถอยหลัง เมื่อกำลังถอยหลังออกจากช่องจอด เซนเซอร์หลังของรถจะทำการเช็กด้านซ้ายและขวาของช่องจราจรและ ส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียง หากผู้ขับขี่ยังเพิกเฉย ไม่หยุดรถ ระบบเบรกอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินจะเริ่มทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการชน
-ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) โดยระบบจะตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว ในระหว่างการแซง ระบบจะรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และกลับสู่เลนเดิมอัตโนมัติ
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยประคองพวงมาลัยให้รถอยู่ในเลน
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยแจ้งเตือนเมื่อรถกำลังออกนอกเลน
-ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) โดยหากมีการตรวจสอบพบรถอีกคันกำลังแล่นมา หรือมีรถแซงขึ้นมาจากอีกเลนหนึ่ง ระบบจะทำการแทรกแซงการทำงานมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการชน
-ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) ช่วยตรวจสอบรถในเลนที่ติดกัน
-ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM) โดยรถจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
-ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) ใช้เบรกเพื่อช่วยควบคุมความเร็วของรถขณะขับบนทางลาดชันเพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการบังคับพวงมาลัย
-ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA) เมื่อออกจากจุดที่หยุดนิ่งบนเนินสูงชัน เบรกจะยังคงค้างอยู่ราว 2 วินาที จนกระทั่งคันเร่งทำงานเพื่อป้องกันการถอยหลัง
-ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW) หลังจากจอดรถยนต์แล้ว ระบบจะแจ้งเตือนหากระบบตรวจพบเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการชนหากเปิดประตูรถยนต์
-ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS) โดยรถจะทำการวัดแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่องและเตือนผู้ขับขี่หากมีแรงดันลมยางล้อใดลดลง
-ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM) ช่วยประเมินและวิเคราะห์ลักษณะในการขับขี่ หากพบว่ามีลักษณะการขับขี่ที่เหนื่อยล้า หรือหลังจากขับรถด้วยความเร็วเกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่า 4 ชั่วโมง ระบบจะแจ้งเตือนและแนะนำให้หยุดพัก

เอาละครับเรารู้จักเจ้า All New HAVAL H6 PHEV มาพอสมควรแล้วครับมาขับจริงๆกันบ้างว่าเป็นอย่างไรครับ อันดับแรกหลังจากการไปรับรถมาเพื่อเดินทางไกลระดับ 2000 กว่ากิโลเมตร ลองโหมดไฟฟ้า อย่างที่เรารู้กันว่าแบตเตอรรี่รถคันนนี้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลถึง 201 กิโลเมตร ก้อใช้ไฟฟ้าวิ่งกันไปก่อนเลย ขับด้วยโหมดไฟฟ้านี้ต้องบอกว่าขับตามแบบฉบั้บรถไฟฟ้าทุกอย่าง เงียบ วิ่งสนุกขับได้ดี วิ่งยาวๆมาประมาณ 150 กิโลเมตร แบตเหลือประมาณ 15 % ต้องเติมก้อเติม มองหาที่ชาชจ์ DC ใช้เวลาชาชจ์ประมาณ 40 นาที แบตขึ้นมา 85% วิ่งได้อีก 178 กิโลเมตร ค่าเติมไปประมาณ 120 บาท แล้วเดินทางกันต่อ ขับไปลงทางภาคใต้มีที่เติมไฟฟ้าน้อย ดังนั้นควรทำการบ้านก่อนเดินทางนะครับ จากนั้นขับไปกว่า 165 กิโลเมตร จนแบตหมด เครื่องยนต์ทำงาน เข้าสู่โหมดไฮบริด ความรู้สึกการขับที่เบาๆเงียบๆจะเริ่มรู้สึกการเหยียบที่แตกต่างออกไปและบาง ครั้งได้ยินเสียงเครื่องยนต์เข้ามาบ้างตามจังหวะ ส่วนเรื่องอัตราเร่งไม่ต้องพูดถึง 326 แรงม้าพร้อมแรงบิดมหศาล 530 นิวตัน-เมตรนั้นสุดๆอยู่แล้ว


พอขับเรื่อยๆเจอจุดชาชจ์ไฟฟ้า ก้อแวะชาชจ์ ข้อดีของรถระบบ PHEV ที่ผมชอบก้อคือ มีจุดให้ชาชจ์ก้อชาชจ์ ไม่มีจุดชาชจ์ก้อไม่ง้อ ไม่เหมือนรถไฟฟ้าที่ต้องรอการชาชจ์กันแบบจริงๆจังๆ หรือแบตเตอร์รี่หมดกลางทางอะไรปรมาณนั้น จากการขับ จากโหมดไฟฟ้าล้วน มาสู่โหมดไฮบริดนั้นส่วนตัวผมถือว่าแตกต่างกันไม่เยอะครับขับสนุกเหมือนกัน แต่การชาชจ์ไฟฟ้านั้นต้องใจเย็นหน่อยนะครับจะปุ๊ปปัปเหมือนเติมน้ำมันก้อไม่ใช่ดังนั้นต้องรอ แต่ถ้าใครไม่อยากรอก้อเติมน้ำมันไปนะครับ เดินทางถึงจุดหมาย 2200 กิโลเมตร สรุปการใช้จ่ายไป ค่าน้ำมัน 2500 บาท ค่าชาชจ์ไฟฟ้า 1280 บาท รวม ไม่ถึง 4000 บาท วิ่งได้กว่า 2000 กิโลเมตร เฉลี่ย กิโลเมตรละไม่ถึง 2 บาท กับรถขนาดใหญ่ และที่สำคัญผมนั้งกันไปแบบเต็มรถนะครับ 5 ท่านรวมของแบบเต็มหลังรถกับเลยที่เดียว สรุป ผทชอบนะครับกับเจ้า All New HAVAL H6 PHEV กับการประหยัดค่าใช้จ่ายได้จริง ถ้าใช้ในเมืองหรือระยะทางแบบไม่ง้อที่ชาชจ์ภายนอก ก้อสามารถทำได้ดีทีเดียว ถึงราคาค่าตัวจะแพงไปนิด แต่ก้อถือว่าคุ้มนะครับที่ได้มาครับ


ปล…ขอขอบคุณ บริษัท GWM ประเทศไทยครับที่ให้ All New HAVAL H6 PHEV เรามาทดสอบกันครับ